ปรึกษาการชี้แจงข้อกล่าวหา 
โทรปรึกษา ฟรี  088-584-5669
ไม่ต้องแจ้งชื่อและสังกัด
09-19.00น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุด   
 
 

สาระทางวินัย

สถิติผู้เข้าชม

089378

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา คืออะไร

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา คือ การทำ"หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา" หรือ"คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการเขียนแก้ข้อกล่าวหาต่างๆที่ผู้สอบสวน/ไต่สวนได้กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดโดยผู้ถูกกล่าวหา จะต้องทำการวิเคราะห์และโต้แย้งชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ต่างๆที่อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำหรือร่วมกับบุคคลอื่นกระทำผิด ซึ่งการเขียนแก้กล่าวหานี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการสอบสวนทาง วินัยข้าราชการ (Discipline) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตน 

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา

           เนื่องจากกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนต่างๆไม่ได้มีการบัญญัติในเรื่องรูปแบบและวิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหาไว้ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้อ่านและศึกษา เท่าที่ปรากฏจะมีแต่เพียงการกำหนดให้สิทธิ์ผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเท่านั้น  ดังนั้น "การเขียนแก้ข้อกล่าวหา" ของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ที่ไม่มีที่ปรึกษากฎหมายจึงมักจะอยู่ในรูปแบบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแบบอธิบายตามความรู้ความเข้าใจของตน โดยมิได้ทำการโต้แย้งแยกข้อกล่าวหาและพฤติการณ์กระทำผิดออกเป็นรายประเด็นและตามองค์ประกอบความผิด หรือชี้แจงโดยอธิบายภาพรวมที่ปลายเหตุว่าการกระทำนั้นไม่ปรากฏความเสียหายใดแก่ทางราชการ ซึ่งวิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวมักจะเกิดผลเสียแก่รูปคดีของผู้ถูกกล่าวหาเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เรื่องทุจริต หากพฤติการณ์กระทำผิดที่ผู้สอบสวนบรรยายไว้ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯครบองค์ประกอบความผิดในฐานทุจริตแล้ว การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยอธิบายแบบภาพรวมเฉพาะผลดีที่ปลายเหตุ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการส่งกระดาษเปล่า เพราะผู้สอบสวนต้องตรวจและวินิจฉัยคดีตามองค์ประกอบความผิดในข้อกฎหมายครับ

วิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหา

          การเขียนแก้ข้อกล่าวหา ในเรื่องทางวินัยหรือเรื่องทุจริตแต่ละเรื่อง ย่อมมีความแตกต่างกัน ตามข้อเท็จจริง และพฤติการณ์กระทำผิดต่างๆที่ผู้สอบสวน/ไต่สวนรวบรวมได้ ผู้ถูกกล่าวหาบางท่านอาจตกอยู่ในฐานะตัวการหรือเป็นแค่ผู้สนับสนุนก็ตามแต่พยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงมากน้อยเพียงใด  อย่างไรก็ตาม สำหรับวิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหาหากจะกล่าวแนะนำเป็นแนวทางทั่วไปและเข้าใจง่ายเหมาะแก่การเขียนด้วยตนเองคือการเขียนแก้ข้อกล่าว ในรูปแบบกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งบางท่านอาจสงสัยว่าประเด็นข้อพิพาทจะกำหนดอย่างไร ในเมื่อบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯไม่แยกเป็นรายประเด็นไว้ กรณีดังกล่าวผมใคร่ขอยกข้อกฏหมายเพื่อประกอบการอธิบายเรื่องการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ซึ่งได้บัญญัติไว้ดังนี้

           "ในวันชี้สองสถานให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความแล้วนำข้ออ้าง ข้อเถึยงที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกับดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แยงข้ออ้าง ข้อเถียงนั้น อย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับ และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และให้กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐาน มาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ ........"

            จากข้อกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่าประเด็นข้อพิพาท คือปมปัญหาที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังคงโต้เถียงกันอยู่หรือยังไม่ได้ข้อยุติ ดังนั้น วิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหาในรูปแบบกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท จึงอยู่ในลักษณะที่ว่าหากในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯปรากฏปมปัญหาทั้งที่เป็นปมปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายใด ก็ให้ท่านนำปมปัญหานั้นมากำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทให้หมดทุกปมปัญหา จากนั้นก็ให้ท่านทำการเขียนโต้แยงอธิบาย"ข้อเถียง"ของท่านพร้อมทั้งกล่าวอ้างถึงพยานหลักฐานที่จะนำมาสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหาในแต่ละประเด็น  หากมีประเด็นพิพาทใดที่ต้องการให้ผู้สอบสวน/ไต่สวนทำการสอบขยายผลเพิ่มเติมจากพยานเอกสารหรือพยานบุคคลใด ก็ให้ท่านเขียนแจ้งไว้ในตอนท้ายของประเด็นนั้นๆเพื่อให้ผู้สอบสวน/ไต่สวนไปดำเนินการสอบสวนต่อไป และที่สำคัญผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรโต้เถียงข้อกล่าวหาไปเสียทั้งหมดเพียงเพื่อหวังสร้างความยุ่งยากแก่ผู้สอบสวน/ไต่สวนในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ผู้ถูกกล่าวหาควรมุ่งทำการวิเคราะห์โต้แยงชี้แจงว่าข้อกล่าวหานั้นเกิดจากการรับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนหรือไม่ เพียงใด จึงจะเหมาะสมกว่า

            เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทำการโต้แยงอธิบาย"ข้อเถียง"ในแต่ละประเด็นครบถ้วนแล้ว ให้ทำการเขียนคำขอของผู้ถูกกล่าวหาไว้ท้ายหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งคำขอท้ายหนังสือชี้แจงฯสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณีใหญ่ๆ ตามตัวอย่าง ดังนี้  - กรณีรับสารภาพและประสงค์ให้ลงโทษสถานเบา ผู้ถูกกล่าวหาก็อาจมีคำขอท้ายหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น "จากข้อเท็จจริงที่ข้าให้การรับสารภาพมาข้างต้น ขอได้โปรดพิจารณาลดหย่อนโทษ ตามสัดส่วนที่ข้าฯได้ทำคุณต่อกระบวนการสอบสวน" - กรณีปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาก็อาจมีคำขอท้ายหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น "จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานที่ข้าฯได้ชี้แจงมาข้างต้น จึงเป็นกรณีที่ข้าฯมิได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา ขอได้โปรดมีคำวินิจฉัยให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวตกไป"  ซึ่งตัวอย่างคำขอที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการแนะนำไว้อย่างกว้างๆ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกกรณี ดังนั้น หากผู้ถูกกล่าวหามีเหตุผลพิเศษเพิ่มเติมประการใดก็สามารถเขียนเหตุนั้นเพิ่มเติมได้)

            ทั้งนี้ วิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหาข้างต้น เหมาะสำหรับการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องที่เป็นการกระทำผิดเฉพาะตัว หรือเป็นเรื่องที่มิได้มีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น เรื่องละทิ้งหน้าที่ราชการ หรือเรื่องชู้สาว เป็นต้น แต่หากเป็นเรื่องละเว้น ทุจริต ยักยอกทรัพย์ รับรองเท็จ หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว ขอเรียนว่าการเขียนแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะต้องชี้แจงโดยเพิ่มหลักการและเหตุผล รวมทั้งจะชี้แจงเฉพาะข้อเท็จจริงหลักไม่ได้ ท่านต้องชี้แจงถึงข้อเท็จจริงปลีกย่อย อันเป็นพฤติการณ์ประกอบที่จะช่วยให้ผู้สอบสวน/ไต่สวนได้เห็นเจตนากระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ชัดเจนด้วย  ดังนั้น สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่คุ้นเคยกับการสอบสวน ควรพาตนเองพร้อมบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯไปพบนักกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่วินัยที่มีประสบการณ์ในหน่วยงาน ให้ช่วยซักถามผู้ถูกกล่าวหาเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงปลีกย่อยดังกล่าว เพราะจากประสบการณ์ของ วินัย.com พบว่าบางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขาเพราะผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าเป็นเรื่องทั่วไป แต่ในทางกฎหมายแล้วอาจมีคุณค่าในการสื่อถึงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น จึงปรากฏบ่อยครั้งที่หลังการซักถามฯกับทางเว็บ ผู้ถูกกล่าวหาก็ "เก็ต" สามารถนำข้อมูลตามข้อซักถามเหล่านั้นไปเขียนชี้แจงฯให้ตนเองไกลจากเจตนาทุจริตได้โดยง่าย เพราะบางครั้งรูปเรื่องมันขาดเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น แต่กระบวนการสอบสวนอาจรับฟังคำบอกเล่าหรือพยานหลักฐานเพียงบางช่วงบางตอนที่สื่อถึงการทุจริตในภาพรวมเท่านั้น ซึ่งเรื่องทำนองนี้หากเป็นผู้กล่าวหารายเดียวก็ชี้แจงได้ง่ายไม่ต้องห่วงใคร แต่ที่น่าสงสารคือผู้ถูกกล่าวหาแบบกลุ่ม ซึ่งอาจอยู่ในรูปคณะกรรมการต่างๆหรือถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิด บางคนอาจเคลีย์ตนเองให้ไกลจากเจตนาทุจริตได้ง่าย แต่ด้วยความสงสารหรือเกรงใจเพื่อนร่วมงาน จึงยอมตกอยู่ในข้อเท็จจริงเดียวกันหรือต่อเนื่องกับข้อเท็จจริงของเพื่อน โดยหวังสร้างเป็นพยานกลุ่ม ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายมากหากข้อเท็จจริงของเพื่อนเป็นความเท็จ เพราะเรื่องความเท็จนั้น ยิ่งมีพยานเท็จหลายคนยิ่งมีโอกาสถูกสอบสวนให้แตกได้โดยง่าย

             อนึ่ง หากจะกล่าวถึงทางรอดทางหนึ่งในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น คงต้องขออนุญาตยกทางรอดของจำเลยในคดีอาญามาอธิบายประกอบเพื่อให้เห็นภาพแบบกว้างๆก่อนว่าทางรอดทางหนึ่งของจำเลยในคดีอาญาคือการอาศัยทนายจำเลยไปซักค้านพยานโจทก์ ให้เบิกความตามรูปเรื่องที่ทนายจำเลยวางไว้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดข้อสงสัยในพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่ง"การซักค้านพยานโจทก์"ในคดีอาญาจึงอาจเปรียบได้ดั่งอาวุธที่ทนายจำเลยจะใช้เอาชนะโจทก์  แต่สำหรับในเรื่องคดีวินัยแม้จะมีหลักการรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีอาญา(คลิก ศึกษาหลักการรับฟังพยานเพื่อลงโทษเพิ่มเติม ที่เมนู "วินัยข้าราชการ" )แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถนำหลักการ"การซักค้านพยานโจทก์"ดังกล่าว มาประยุกต์ใช้ในการเขียนซักค้านพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวนแจ้งมาในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ตามรูปเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาวางไว้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เห็นว่าถ้อยคำของพยานบุคคลเหล่านั้น ไม่สามารถรับฟังได้อย่างมั่นคงว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งข้อผิดพลาดของพยานอาจปรากฏให้เห็นได้ ดังนี้

  1. ข้อผิดพลาดจากการมองเห็นของพยาน ปกติแล้วประจักษ์พยานจะมีน้ำหนักมากในการพิจารณาคดี แต่ทว่าในบางครั้งความทรงจำจากการมองเห็นด้วยตาของพยานอาจไม่แม่นยำและมีข้อผิดพลาดได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น แสงสว่างในที่เกิดเหตุ,การอำพรางใบหน้า,ระยะห่างและมุมมองระหว่างพยานกับผู้ถูกกล่าวหา,ความเครียดหรือความกังวลของพยานขณะเกิดเหตุ หรือปฏิกิริยาของสายตาพยานที่จะจดจ่ออยู่กับอาวุธที่ใช้ขู่ทำร้ายมากกว่าการมองใบหน้าคนร้าย เป็นต้น
  2. ข้อผิดพลาดจากความทรงจำของพยาน  เนื่องจากความทรงจำของมนุษย์มีขีดจำกัด ข้อเท็จจริงใดที่ผ่านมานานแล้วความทรงจำในข้อเท็จจริงนั้นย่อมลบเลือนได้ และยิ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิบัติกันตามปกติในการทำงานแล้วแม้จะผ่านไปไม่นานนักก็อาจจะจำไม่ได้เลย ดังนั้น สำหรับข้อกล่าวหาที่ถูกกล่าวหาแบบย้อนหลังไปหลายปี เรื่องข้อผิดพลาดจากความทรงจำของพยานก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ควรนำมาวิเคราะห์โต้แยงในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
  3. ข้อผิดพลาดจากการรับข้อมูลเท็จของพยาน ข้อผิดพลาดในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะมีจุดกำเนิดจากการสอบสวนแบบสอบรวมกลุ่มในชั้นข้อเท็จจริง ซึ่งมีข้อเสียคือหากผู้มีอำนาจหรือหัวหน้าพูดปากแรกว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่คนที่เหลือก็จะคล้อยไปตามนั้น หรือบางครั้งแม้พยานจะไม่รู้เห็นเหตุการณ์  แต่พอถูกสอบสวนบ่อยๆทั้งจากหน่วยงานระดับอำเภอ-จังหวัด-กรม ประกอบกับการได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดจากผู้มีอำนาจหรือหัวหน้า บวกกับลักษณะนิสัยของผู้ถูกกล่าวหาก็ส่อไปเช่นนั้น กรณีจึงอาจนำไปสู่ความทรงจำเท็จของตัวพยาน ซึ่งแม้จะไม่เห็นเหตุการณ์แต่พยานกลับรับข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ต่อเติมด้วยตนเองแล้วเชื่อว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งพยานลักษณะนี้ ผู้ถูกกล่าวหาอาจพบเห็นได้จากเอกสารในชั้นอุทธรณ์ ส่วนชั้นสอบวินัยอาจพบเห็นได้น้อยเพราะผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสเห็นเอกสารปากคำพยาน ต้องอาศัยการสังเกตสิ่งผิดปกติในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น ในข้อกล่าวหาเรื่องลักทรัพย์ของทางราชการ ผู้ถูกกล่าวหาเคยมีประวัติการติดยาเสพติดและเล่นการพนันมาก่อน ส่วนพยานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาคือเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกือบ 10 คนซึ่งร่วมกันกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาลักทรัพย์ไป งานนี้ดูเหมือนพยานแน่นและผู้ถูกกล่าวหาตายแน่ แต่ครั้นมาดูวันที่เกิดเหตุตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯกลับเป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ โดยปกติแล้วจะมีเวรอยู่แค่ 2 คน ซึ่งตรงนี้และครับคือสิ่งผิดปกติที่ต้องเจาะหาข้อเท็จจริง บางครั้งท่านอาจโชคดีตัดพยานจาก 10 ให้เหลือ 2 ได้ง่ายๆ เพื่อจะได้เบาแรงในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

          (ท่านสามารถนำวิธีการชี้แจงข้อเท็จจริงมาประยุกต์ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ โดย คลิกที่ "ชี้แจงข้อเท็จจริง"  และ  "หนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง" เพื่อศึกษาเพิ่มเติม)

Tips:การเขียนแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอย่ารีบร้อนทำ"หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา"หรือเข้าให้ถ้อย"คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา" ควรตรวจบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาให้ละเอียดถี่ถ้วนว่ามีประเด็นข้อพิพาทหลักจำนวนเท่าใด และมีพฤติการณ์แวดล้อมของประเด็นข้อพิพาทหลักจำนวนเท่าใด รวมทั้งสำรวจว่าผู้ถูกกล่าวหามีพยานหลักฐานที่จะใช้หักล้างพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาในแต่ละประเด็นครบถ้วนแล้วหรือไม่ เท่าใด จากนั้นจึงค่อยดำเนินการเขียนโต้แย้งและนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนคดีให้ครบถ้วนทั้งประเด็นหลัก และพฤติการณ์แวดล้อม (สำคัญมากสำหรับการต่อสู้ในเรื่องเจตนาละเว้น ทุจริต ยักยอกทรัพย์ รับรองเท็จ หรือฮั้ว ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องชี้แจงถึงพฤติการณ์ปลีกย่อยต่างๆที่เกิดขึ้นทัั้งหมด เพราะการดูว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาละเว้น ทุจริต ยักยอกทรัพย์ รับรองเท็จ ฮั้วหรือไม่ จะต้องอาศัยพฤติการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามรูปเรื่องทั้งหมด อย่าปล่อยให้ผู้สอบสวน/ไต่สวน รับฟังเพียงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งส่วนใดหรือมีโอกาสรับฟังเฉพาะพยานเอกสารเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ท่านเสียเปรียบทางคดีเป็นอย่างมาก) ทั้งนี้ เพื่อให้ การเขียนแก้ข้อกล่าวหา ดังกล่าวมีน้ำหนักและรับฟังได้ อนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาควรจัดเวลาว่างเพื่อมาเขียนแก้ข้อกล่าวหาโดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งถือเป็นงานเขียนชี้ชะตาและอนาคตนะครับ งานทุกวันนี้หนักและสิ้นเปลืองเวลากับการประชุมที่มากมาย ดังนั้น การเขียนแก้ข้อกล่าวหาที่ซับซ้อนท่านจึงไม่อาจแบ่งสมองเพื่อทำสองสิ่งให้ดีพร้อมกันได้ สุดท้ายนี้ หวังว่าวิธี "การเขียนแก้ข้อกล่าวหา"ข้างต้นคงจุดประกายแนวคิดให้กับท่านที่ประสบปัญหาถูกสอบสวนหรือเป็นผู้ที่มีชีวิตการทำงานแบบแขวนอยู่บนเส้นด้าย  ต้องพยายามต่อสู้อย่าให้มันขาดลงครับ...


21 กันยายน 2561

ผู้ชม 909 ครั้ง

Engine by shopup.com