วินัย.com
ที่ปรึกษาการชี้แจงข้อกล่าวหา   โทรปรึกษา ฟรี  099-301-6151
 

สาระทางวินัย

สถิติผู้เข้าชม

014553

สอบ"วินัยข้าราชการ" 2 ประเภท

หมวดหมู่: วินัยข้าราชการ

สอบ"วินัยข้าราชการ" 2 ประเภท

       วินัยข้าราชการ คือกฎ ระเบียบ ทางวินัยความประพฤติของข้าราชการ หากผู้ใดฝ่าฝืนวินัยข้าราชการ ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนวินัยข้าราชการ ซึ่งแบ่งได้คือการสอบวินัยร้ายแรงและการสอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ส่วนหลักเกณฑ์การสอบวินัยจะแบ่งตามประเภทวินัยข้าราชการ ตัวอย่างเช่น วินัยข้าราชการพลเรือน วินัยข้าราชการครู  วินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น เป็นต้น โดยมีหลักการที่สำคัญของการสอบวินัยข้าราชการคือการแจ้งข้อกล่าวหา และการชี้แจงข้อกล่าวหา

วินัยข้าราชการ

 ประเภทการสอบวินัยข้าราชการ

     เมื่อปรากฎมูลกรณีว่าข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยข้าราชการ ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการผู้นั้นมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการทางวินัย โดยกระบวนการดำเนินการทางวินัยข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 สามารถสรุปการสอบวินัยข้าราชการตามความร้ายแรงของการกระทำผิดได้ 2 ประเภท คือ

  1. สอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามหมวด 3 ของกฎ ก.พ.ว่าการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ได้กำหนดไว้อย่างกว้างๆโดยให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาว่าหากปรากฏกรณีข้าราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินกระบวนการทางวินัยอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ ต้วอย่างเช่น ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ดำเนินการทางวินัยข้าราชการแก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วยตนเอง หรืออาจเลือกดำเนินการทางวินัยข้าราชการโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะดำเนินการทางวินัยในรูปแบบใด จะมีหลักการที่สำคัญคือการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ กับทั้งการให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยจะแตกต่างกันเพียงเรื่องของระยะเวลาการสอบสวน ตรงที่หากผู้บังคับบัญชาสอบเองมีระยะเวลาสอบสวน 45 วัน แต่หากเป็นกรณีแต่งตั้งกรรมการสอบสวน จะมีระยะสอบสวนเวลา 60 วัน
  2. สอบวินัยอย่างร้ายแรง ตามหมวด 4 ของกฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ได้กำหนดเรื่องการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงว่าผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการทางวินัยโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเท่านั้น โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการของการสอบวินัยร้ายแรงที่สำคัญ ดังนี้

          - องค์ประกอบของคณะกรรมการสอบสวน  ประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน โดยมีกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นนิติกร หรือได้รับปริญญาทางกฎหมายหรือเคยผ่ายการสอบวินัยมาก่อน

           - กำหนดเงื่อนไขจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมในการประชุมแต่ละครั้งของคณะกรรมการสอบสวน เฉพาะกรณีการประชุมเพื่อลงมติเรื่องใดๆตามที่กำหนดไว้ในกฎ.ก.พ.ตัวอย่างเช่น การประชุมคณะกรรมการสอบสวน ตามข้อ 38 เพื่อทำความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่กล่าวหาหรือไม่  จะต้องมีคณะกรรมการฯมาร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด       

           - วิธีการสอบสวน โดยให้คณะกรรมการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงที่เห็นว่าเป็นประโชยน์แก่การสอบสวน โดยไม่ฟังเพียงข้ออ้างหรือพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น โดยมุ่งหวังให้กระบวนการสอบสวนค้นหาความจริงมีการสอบสวนและรับฟังพยานหลักฐานที่หลากหลาย เพื่อให้การพิจารณาเรื่องกล่าวหาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง โดยไม่เลือกรับฟังเพียงพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

           -  กำหนดให้มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 

           -  เรื่องเหตุลดหย่อนโทษ เนื่องจาก กฎ ก.พ.ข้างต้นได้กำหนดให้คณะกรรมการฯทำความเห็นเสนอเรื่องเรื่องเหตุลดหย่อนโทษ ดังนั้น จึงเป็นข้อดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ประสงค์จะเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นผลดีของตนเพื่อให้คณะกรรมการฯนำไปพิจารณาในเรื่องเหตุลดหย่อนโทษ                                                                                                                                                                                                                                                                                   ทั้งนี้ จากหลักเกณฑ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าขั้นตอนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงคือขั้นตอนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และกรณีเหตุลดหย่อนโทษ ซึ่งการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก็เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน การแพ้ชนะก็ตัดสินกันไปเป็นไปตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคู่ความในคดี  แต่สำหรับกรณีเหตุลดหย่อนโทษ มันเป็นเรื่องเหตุส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหาฝ่ายเดียว คู่กรณีฝ่ายตรงข้ามจะเข้ามาหลักล้างก็ทำได้ยากเพราะไม่รู้ว่าท่านจะอ้างเรื่องใดในการลดหย่อนโทษ  ดังนั้น ในการนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องเหตุลดหย่อนโทษซึ่งเป็นเหตุส่วนตัว จึงอย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้สอบสวนในการค้นหาเหตุลดหย่อนโทษเพียงผู้เดียว เพราะส่วนใหญ่มักจะเกิดผลดีแก่ผู้ถูกกล่าวหามากกว่าผลเสีย หากลองทำแล้วถ้าประเมินแบบร้ายที่สุดก็คือการที่ผู้มีอำนาจพิจารณา "ไม่เอามานับเป็นเหตุลดหย่อนโทษ" ซึ่งก็คือเหนื่อยเปล่าเท่านั้น

        Tips: สำหรับ"วินัยข้าราชการ" กรณีเหตุลดหย่อนโทษ เนื่องจากในกระบวนการสอบสวนวินัยข้าราชการ ไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเหตุลดหย่อนโทษไว้  หากเรื่องที่ถูกสอบวินัยมิได้มีมติ ครม.กำหนดเรื่องสถานโทษไว้ ตัวอย่างเช่น การลงโทษกรณีทุจริตหรือกรณีขาดราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้วไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกเลย ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ธํนวาคม 2536 ว่าควรลงโทษไล่ออกจากราชการ  ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาควรที่จะพิจารณานำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆที่เป็นผลดีของตนเอง ทั้งเหตุลดหย่อนที่เคยสร้างผลดีแก่ราชการ ตัวอย่างเช่น การอาสาทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย และเหตุลดหย่อยที่ได้สร้างคุณแก่กระบวนการสอบสวน ตัวอย่างเช่น การช่วยติดตามบุคคลหรือช่วยหาพยานหลักฐาน โดยให้จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรส่งต่อผู้สอบสวน ขอยำ้ว่าต้องเป็นลายลักษณ์อักษรติดไว้ในสำนวน เพื่อที่ผู้สอบสวนหรือผู้เกี่ยวข้องในลำดับถัดไปจักได้นำไปประกอบการพิจารณามีความเห็นในเรื่องที่ท่านถูกกล่าวหา เพราะบางครั้งผู้สอบสวนหรือผู้พิจารณาเป็นบุคลากรในส่วนกลาง  ย่อมอาจไม่เคยเห็นพฤติการณ์ที่เป็นเหตุลดหย่อนโทษใดๆของผู้ถูกกล่าวหา นอกจากจะดูจาก ก.พ.7 หรือการตรวจประวัติทางวินัย และท่านไม่ควรบอกเล่าด้วยวาจา เพราะนานไปอาจมีการหลงลืม เนื่องจากผู้สอบสวนส่วนใหญ่จะมีภาระกิจงานประจำในด้านอื่นที่มิใช่งานสอบสวนโดยตรง ดังนั้น ท่องไว้เลยคับ "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึงแห่งตน อย่าลืมนำเสนอเหตุลดหย่อนโทษของตนเองในกระบวนการสอบสวน"วินัยข้าราชการ" 

 

 

13 กุมภาพันธ์ 2018

ผู้ชม 42 ครั้ง

Engine by