ปรึกษาการชี้แจงข้อกล่าวหา 
โทรปรึกษา ฟรี  062-6499-203  
ไม่ต้องแจ้งชื่อและสังกัด
09 -19.00น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุด  
 

สาระทางวินัย

สถิติผู้เข้าชม

031650

3 คำปฏิเสธใน"หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา"

       หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ในรูปแบบการปฏิเสธ คือ หนังสือที่จัดทำขึ้นในกระบวนการสอบสวนทางวินัย จากกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามีความประสงค์แสดงเจตนาที่ไม่ยอมรับว่าตนเองได้กระทำความผิด ตามที่มีการแจ้งไว้ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ โดยการทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาทางวินัย ในรูปแบบการปฏิเสธนี้ มีความแตกต่างจากการปฏิเสธในการสอบสวนดำเนินคดีทางอาญา เพราะในคดีอาญา จำเลยสามารถปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆได้อย่างไม่มีเงื่อนไข หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ปฏิเสธแบบลอยๆ" โดยฝ่ายจำเลยไม่ต้องหาพยานหลักฐานเพื่อมาสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อปฏิเสธของตนเอง เป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ที่จะต้องนำสืบหาพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาล เพื่อยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามการกล่าวหา หากโจทก์ สืบไม่ได้ศาลย่อมจะพิพากษายกฟ้องของโจทก์ แต่สำหรับในกระบวนการทางวินัยแล้ว แม้จะไม่ปรากฏรูปแบบหรือหลักเกณฑ์บังคับไว้ แต่การชี้แจงข้อกล่าวหาที่ดีนั้น จะต้องมีความพิเศษตรงที่คำปฏิเสธจะต้องมีเหตุผล พร้อมทั้งพยานหลักฐานที่สนับสนุนคำปฏิเสธไว้ให้ละเอียดครบถ้วน เพื่อให้คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้นมีน้ำหนักรับฟังได้ 

ชี้แจงข้อกล่าวหา

3 รูปแบบ คำปฏิเสธในการชี้แจงข้อกล่าวหา

      หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ในกระบวนการสอบสวนทางวินัยนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องกระทำหลังจากที่ผู้สอบสวน ได้ทำการแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาฯ พร้อมทั้งมอบบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาแล้ว โดยการชี้แจงข้อกล่าวหานั้น จะมีทั้งการปฏิเสธข้อกล่าวหา หรือการรับสารภาพตามข้อกล่าวหาก็สุดแท้แต่ข้อเท็จจริงและรูปคดี รวมทั้งการตัดสินใจของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละท่าน  ซึ่งการชี้แจงข้อกล่าวหาแบบรับสารภาพนั้นง่ายมากมิต้องหาพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนการรับสารภาพของตนเอง เว้นแต่ประสงค์นำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อหวังความเมตตากรุณาในการลดหย่อนโทษ ก็จำต้องรวบรวมค้นหานำมาบรรยายว่าตนเองเคยมีคุณความดีทำประโยชน์แก่ทางราชการอย่า่งไร  รวมทั้งบรรยายถึงความสำนึกในการกระทำความผิด และการที่เลือกรับสารภาพไปนั้นเป็นคุณต่อกระบวนการสอบสวนหรือไม่ เพียงใด เพื่อให้เหตุอันควรลดหย่อนโทษเหล่านั้นได้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้มีอำนาจพิจารณาโทษ  แต่หากผู้ถูกกล่าวหาเลือกการปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้ว จำต้องหาเหตุผลและพยานหลักฐาน มาสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อปฏิเสธของตนเอง การปฏิเสธข้อกล่าวหาแบบลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ถือเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ในทางการพิจารณาความถือว่า หนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา แบบปฏิเสธลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้แต่อย่างใด ดังนั้น วินัย.คอม จึงขอแนะนำรูปแบบ การจัดทำคำปฏิเสธในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ดังนี้

  1. ชี้แจงข้อกล่าวหา แบบให้การปฏิเสธทุกประเด็น  คำให้การปฏิเสธในรูปแบบนี้จัดเป็นคำให้การปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อทุกประเด็นการกล่าวหา และทุกพฤติการณ์กระทำผิด ตามที่ปรากฏในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะปรากฎเหตุผลข้ออ้างของการปฎิเสธ เช่น การถูกปลอมแปลงแก้ไขข้อความหรือลายมือชื่อในเอกสารหรือใบสำคัญต่างๆ หรือการมิเคยตรวจพบหรือจับกุมผู้ร้องเรียนมาก่อน โดยผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่จะนำพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร เช่น เอกสารการเดินทางไปราชการ หรือหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ มาประกอบข้อเถียงของตนเองในเรื่องการอ้างถิ่นที่อยู่ในขณะเกิดเหตุเป็นฐานในการต่อสู้คดี และบางครั้งอาจมีข้อเถียงที่ไฮเทคหน่อยของกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นกลุ่มวิชาชีพเฉพาะทาง  เช่น การอ้างภาพถ่ายทางอากาศหลายชั้นปี ของกลุ่มวิชาชีพทางด้านที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการใช้ GPS จับค่าพิกัดเพื่อหาอาณาเขตท้องที่รับผิดชอบของผู้ถูกกล่าวหา   เป็นต้น
  2. ชี้แจงข้อกล่าวหา แบบภาคเสธ คือให้การรับพฤติการณ์บางส่วน และปฏิเสธพฤติการณ์บางส่วน คำชี้แจงข้อกล่าวหาในรูปแบบนี้มักจะพบได้เป็นส่วนใหญ่ในกระบวนการสอบสวนทางวินัย ซึ่งเหตุที่กล่าวเช่นนี้นั้นมาจากสาเหตุที่ว่าในกระบวนการสอบสวนทางวินัยจะต้องมีมูลเค้าโครงพฤติการณ์เรื่องร้องเรียนบางส่วนที่เป็นความจริง ผู้บังคับบัญชาจึงจะมีอำนาจดำเนินการทางวินัยโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเมื่อเรื่องร้องเรียนผ่านมาถึงมือผู้สอบสวนจะย่อมจะต้องมีเค้าโครงพฤติการณ์และพยานหลักฐานบางส่วนที่พอแก่การรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด ผู้สอบสวนจึงจะสามารถใช้ดุลยพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายในการแจ้งข้อกล่าวหา และทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาฯ ได้ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ท่านแล้ว ขอให้ตระหนักว่าเป็นกรณีที่ข้อกล่าวหานั้นมีพฤติการณ์ที่เป็นความจริงและมีพยานหลักฐานสนับสนุนอยู่บางส่วน เช่น ร่องรอยหลักฐานตามเส้นทางเดินของหนังสือ  พฤติการณ์และหลักฐานที่เป็นความจริงบางส่วนจะอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้ลงรับเรื่อง - เสนอเรื่อง ตามระเบียบงานสารบรรณ เจ้าหน้าที่ผู้เสนอเรื่อง ผ่านเรื่องตามสายการบังคับบัญชา กระทั่งเอกสารเดินทางมาถึงหรือผ่านมือของผู้ถูกกล่าวหา พฤติการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นความจริงเนื่องจากเป็นกรณีที่ระเบียบบังคับให้ต้องปฏิบัติ หากมิได้มีข้อเถียงที่สำคัญ เช่นเป็นการปลอมแปลงเอกสารแล้ว ควรมีคำรับพฤติการณ์ในส่วนนี้แล้วเลือกทำการโต้แย้งเฉพาะในพฤติการณ์หรือประเด็นสำคัญตามองค์ประกอบความผิดของข้อกล่าวหาจะเป็นการเหมาะสมกว่า เพื่อให้คำชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นคำชี้แจงที่มีที่มาที่ไปเรื่อง ไม่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  รวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาอาจเลือกใช้ประโยชน์จากพยานหลักฐานต่างๆตามเส้นทางเดินเอกสารนั้น เพื่อสนับสนุนข้อเถียงของฝ่ายตนได้เช่นเดียวกับฝ่ายกล่าวหา
  3. ชี้แจงข้อกล่าวหา แบบชี้แจงเฉพาะประเด็นที่น่าจะชนะคดี การชี้แจงข้อกล่าวหาในรูปแบบนี้ ขอแนะนำว่าควรใช้เฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินการทางวินัยซ้ำในเรื่องกล่าวหาเดิม และมีข้อเท็จจริงว่าผู้นั้นเคยถูกลงโทษและได้รับประโยชน์ตาม พรบ.ล้างมลทิน พ.ศ.2550 แล้วเนื่องจากเป็นการได้รับประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน และเป็นข้อเท็จจริงยุติแล้วไม่สามารถนำสืบเพื่อหักล้างข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้

        Tips: หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แบบภาคเสธ น่าเป็นรูปแบบหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่เหมาะสมที่สุด เพราะการปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการใดๆก็ตามจะมักมีกฎ ระเบียบ และผู้คนตามสายการบังคับบัญชาเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด เริ่มตั้งแต่การก้าวเข้ามาปฏิบัติงานประจำวันก็ต้องลงลายมือชื่อ และเวลาที่เข้าปฏิบัติงาน กระทั่งต่อมาในเรื่องของการรับหนังสือต่างๆ เพื่อนำมาปฏิบัติ ก็จะต้องมีการลงนามและวันเวลารับเรื่องอยู่เสมอ  การเดินทางไปราชการต่างๆ ก็ต้องมีการจัดทำใบขออนุญาตใช้รถหรือหนังสือขออนุญาตไปราชการเป็นหลักฐานไว้เสมอ  สิ่งเหล่านี้คือร่องรอยหลักฐานพยานแวดล้อมที่เป็นกลางไม่มีส่วนได้เสียในคดี แม้มีน้ำหนักน้อยแต่ก็อาจส่งผลต่อรูปคดี ทั้งทางแพ่ง วินัย หรืออาญาในอนาคตก็อาจเป็นได้

23 มีนาคม 2018

ผู้ชม 370 ครั้ง

Engine by shopup.com